กระต่าย กับ เต่า (ฉบับฉ่ำฉ่ำ)
posted on 22 Aug 2011 23:45 by chum-chum in chumchumฉ่ำฉ่ำยังจำได้ ที่เจ้ากระต่ายท้าเต่าน้อยให้วิ่งแข่งด้วยกัน
แต่เจ้ากระต่ายกลับแอบหลับระหว่างแข่ง เพราะคิดว่ายังไงก็ชนะ
สุดท้ายเต่าก็เข้าเส้นชัยก่อนกระต่าย...
"เต่าชนะกระต่าย ทั้งที่วิ่งช้ากว่า เพราะเขาไม่ย้อท้อไงล่ะจ๊ะฉ่ำฉ่ำ" คุณยายบอก
"แล้วหลังจากนั้น เต่ากับกระต่ายจะได้เป็นเพื่อนกันไหมครับ" ฉ่ำฉ่ำถามคุณยาย
"ถ้าอย่างนั้น ฉ่ำฉ่ำ ลองเล่าให้ยายฟังสิ พวกเขาได้เป็นเพื่อนกันรึเปล่า" คุณยายว่า
ฉ่ำฉ่ำ เริ่มเล่าบ้าง
..ใช่ๆ กระต่ายอยากแก้ตัวใหม่ที่แพ้เต่า จึงท้าเต่าแข่งอีกรอบ
ทีนี้เขาให้เต่าเป็นคนเลือกการแข่งกัน
'เรามาว่ายน้ำแข่งกันดูไหม' เต่าน้อยลองใจกระต่าย
กระต่ายครุ่นคิด รู้ตัวดีว่าว่ายน้ำสู้เต่าไม่ได้ แต่ก็ตอบตกลง
กระต่ายกลัวแพ้เต่าอีกครั้ง จึงฝึกว่ายน้ำทุกวัน และมันก็ว่ายน้ำเก่งขึ้นเรื่อยๆ
จนถึงวันแข่ง ทั้งสองตัวว่ายน้ำแข่งกันอย่างสุดความสามารถ
เต่าน้อยรู้สึกทึ่งที่กระต่ายว่ายน้ำได้ดี แม้ว่ามันจะเป็นฝ่ายนำอยู่ก็ตาม
ทว่าทันใดนั้นเอง ก็มีฝนตกลงมาอย่างหนัก สัตว์ทุกตัวที่ดูการแข่งขัน พากันวิ่งหลบฝน...
ฉ่ำฉ่ำหยุดเล่า แล้วบอกกับคุณยาย "จริงๆ ฉ่ำฉ่ำเป็นพระเอกของเรื่องนี้นะคับ"
คุณยายหัวเราะ "นั่นสิ ยายก็ว่าอย่างนั้น"
ฉ่ำฉ่ำยิ้มฉ่ำ แล้วเริ่มเล่าต่อ
..เต่ากับกระต่ายถูกน้ำพัดออกจากเส้นทางเดิม
แม้กระต่ายจะว่ายน้ำเก่งขึ้นแล้ว แต่มันก็ยังสำลักน้ำที่ไหลเชี่ยวกว่าปกติ
เต่าน้อยเห็นกระต่ายท่าทางไม่ดีจึงว่ายเข้าไปช่วย และให้กระต่ายยึดกระดองของมันไว้
ส่วนมันก็บังคับตัวให้เข้าไปใกล้ฝั่งที่สุด
แต่แรงของเต่าไม่อาจสู้แรงของกระแสน้ำได้
ทั้งคู่จึงถูกน้ำซัดให้ไหลไปด้วยกัน ...
พวกมันไหลไปชนหินกลุ่มหนึ่ง
กระต่ายจึงหาหินที่มันสามารถเกาะไปได้ กระโดดพาเต่าขึ้นมาจากน้ำ
ทั้งคู่นั่งรออยู่บบนโขดหินนาน จนกระทั่งฝนเริ่มซา และสายน้ำเริ่มสงบ
"กระต่ายกับเต่า คงกลายเป็นเพื่อนกันต่อไปนะครับคุณยาย" ฉ่ำฉ่ำบอกขึ้น
"แล้วฉ่ำฉ่ำไม่เล่าให้ยายฟังจนจบเหรอ" คุณยายถาม
"บางทีตอนจบ อาจน่าเศร้า" ฉ่ำฉ่ำบอก "พอพวกเขาได้เป็นเพื่อนกันแล้ว และถ้าวันหนึ่ง มีใครต้องจากไปก่อน อีกตัวคงต้องเหงา"
คุณยายยิ้มให้ฉ่ำฉ่ำ ก่อนถามเขาว่า "ฉ่ำฉ่ำรู้ใช่ไหมจ๊ะ ว่านี่เป็นเรื่องธรรมดาของทุกชีวิต"
FIXing Wacom Bamboo Fun Pen - เมาส์ปากกาทั้งหลายจงฟื้นคืนชีพ
posted on 21 Aug 2011 22:24 by chum-chum in mypost





การเดินทางของฉ่ำฉ่ำ
posted on 18 Aug 2011 16:13 by chum-chumมนุษย์คนอื่นมีพาหนะในการเคลื่อนที่ไปยังสถานที่ต่าง ๆ ฉ่ำฉ่ำก็เช่นกัน ฉ่ำฉ่ำใช้ร่มที่ติดตัวมา พาตัวเองล่องไปตามสายน้ำ แม่น้ำชอบให้ฉ่ำฉ่ำเดินทางไปพร้อมกับพวกเขา เพราะพวกเขาจะได้ไม่เหือดแห้ง
ฉ่ำฉ่ำเป็นลูกของภูติฝน ทุก ๆ ที่ ที่ฉ่ำฉ่ำเดินทางไปฝนมักตกเสมอ แม่น้ำเกือบทุกสายจึงยินดีที่จะพาฉ่ำฉ่ำไปยังทุกที่ ๆ สายน้ำไปถึงในหนทางที่ฉ่ำฉ่ำไหลไปตามกระแสน้ำ ฉ่ำฉ่ำไม่รู้หรอกว่า พี่ ๆ สายน้ำเป็นคนนำฉ่ำฉ่ำไปตามทางที่พวกเขาไหลไป หรือฉ่ำฉ่ำกำหนดเส้นทางที่จะไปให้กับตัวเอง
.
.
.
'มันเป็นโชคชะตา หรือความตั้งใจ ที่พาฉ่ำฉ่ำเดินทางไป'
ฉ่ำฉ่ำเคยสงสัยกับคำถามเหล่านี้ แต่ตอนนี้ฉ่ำฉ่ำเลิกสนใจที่จะหาคำตอบจากมันไปแล้ว
บางครั้งที่ฉ่ำฉ่ำอยากจะทำให้มันเป็นเรื่องลึกลับน่าค้นหา เขาก็จะบอกว่า มันเป็นโชคชะตา
หรือบางครั้งที่ฉ่ำฉ่ำอยากรู้สึกเหมือนเป็นคนเลือก เขาจะบอกกับตัวเองว่า นี่คือความตั้งใจไงล่ะ
เกาหลี - เกาหลี
posted on 27 Sep 2009 22:52 by chum-chum in mypost
หลายวันก่อนฉันดูข่าว เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้
ตามปกติข่าวของเกาหลีทั้งสอง มักเป็นข่าวเรื่องปัญหาความขัดแย้ง
นั่นเพราะเกาหลีเหนือเป็นคอมมิวนิสต์ ส่วนเกาหลีใต้เป็นประชาธิปไตย
.........................
ประวัติศาสตร์ของเกาหลี ว่ากันว่า..
พระราชาจูมง (ดงเมียงยอง) สถาปนาดินแดนทางตอนใต้ของแคว้นพูยอ ขึ้นมาเป็นอาณาจักร โกคูรยอ (ดังที่รู้จักกันเป็นอย่างดีจากเรื่องจูมง) ซึ่งภายหลังพระราชามูยุล (รุ่นหลาน) ได้สังหารอ๋องเทโซ (รุ่นปู่) แห่งราชวงศ์พูยอสำเร็จ ทำให้โกคูรยอกลายเป็นอาณาจักรขนาดใหญ่ และยังคงขยายขอบเขตของอาณาจักรต่อไปยังฝั่งตะวันตกและตะวันออก
(แผนที่ประเทศเกาหลีก่อนคริสตกาล - ซ้าย และปัจจุบัน - ขวา)
แต่อย่างไรก็ตามในช่วงเวลานั้นยังมีอาณาจักรอื่นๆ ที่ต่างแข่งขันกันขยายอาณาเขต เพื่อรวมแว่นแคว้นรอบๆ เข้ามา จนที่สุดแล้วเหลือเพียง 3 อาณาจักรใหญ่ ได้แก่ โกคูรยอ แพจแจ และซิลลา เรียกได้ว่าเป็นยุคแห่งสามก๊กของประเทศเกาหลีเลยทีเดียว

(อาณาจักรต่างๆ ในดินแดนเกาหลีปี ค.ศ. 375, 476 และ 576 ตามลำดับ)
กระทั่งถึงวาระสิ้นสุดยุคสามก๊กของเกาหลี อาณาจักรทั้งหมดก็ถูกรวบรวมเพื่อสถาปณาเป็นอาณาจักรใหม่ ภายใต้การปกครองของราชวงศ์โครยอ โดยมีปฐมกษัตริย์คือพระเจ้าแทโจ
ในกลางราชวงศ์โครยอ มองโกลได้เข้ามารุกรานอาณาจักรโครยอ ทำให้โครยอเสียดินแดนทางตอนเหนือไป แม้ว่ามองโกลจะไม่สนใจครอบครองดินแดนส่วนอื่น แต่ราชวงศ์โครยอก็ยังต้องส่งมอบเครื่องบรรณาธิการให้กับราชวงศ์หยวนของมองโกล อีกทั้งพระราชาในราชวงศ์โครยอได้ถูกบังคับให้มีชื่อเป็นภาษามองโกล และมีมเหสีเป็นชาวมองโกลด้วย จนในที่สุดโครยอสามารถปลดแอกตนเองกลับมาเป็นเอกราชเมื่อรัชสมัยของพระเจ้าคงมิน
(อาณาจักรเกาหลีในราชวงศ์โครยอ ปีค.ศ. 1374)
ทว่าเฉกเช่นเดียวกับประวัติศาสตร์ของประเทศอื่นๆ ที่ย่อมเปลี่ยนแปลงผู้ปกครองตามกาลอันสมควร
ฉันใดก็ฉันนั้น นายพล ลีซองเก (ตระกูลลี) ได้เข้ายึดอำนาจของราชวงศ์โครยอ และสถาปนาราชวงศ์โชซอน ก่อนตั้งตนเป็นปฐมกษัตริย์แห่งเกาหลีพระนามว่า พระเจ้าแทโจ (มีพระราชาพระนามว่า พระเจ้าแทโจ 3 พระองค์ในเกาหลี)
สำหรับราชวงศ์โชซอนถือเป็นราชวงศ์ที่ปกครองเกาหลียาวนานที่สุด (ราวๆ 500 ปี) ถึงกระนั้นก็ไม่วายถูกรุกรานโดยญี่ปุ่นและแมนจูในระหว่างที่ราชวงศ์โชซอนกำลังอ่อนแอ ทำให้ต่อมาเกาหลีปิดตัวเองกับโลกภายนอก เพราะเข็ดขยาดที่ถูกต่างชาติรุกราน (ชาติตะวันตกเรียกอาณาจักรโซซอนว่าอาณาจักรฤาษี) แต่ก็ยังติดต่อการค้าระหว่างญี่ปุ่นและจีนอยู่บ้าง
สำหรับประวัติความเป็นมาเป็นไปของราชวงศ์โชซอนนั้นก็ยืดยาว หลายหน้ากระดาษ เอาเป็นว่าข้ามๆ ไปบ้าง จนถึงตอนที่ราชวงศ์เกาหลีถูกล้มล้างโดยจักรวรรดิญี่ปุ่น ขณะนั้นเกาหลีอยู่ในช่วงรัชสมัยของพระเจ้าโกจง ซึ่งมี "มเหสีมิน" พระมเหสีของพระเจ้าโกจง เป็นบุคคลสำคัญในการต่อต้านจักรวรรดิญี่ปุ่นและดำรงความเป็นชาติของเกาหลี ด้วยเหตุนี้พระมเหสีมินจึงถูกลอบสังหาร (และเผา) เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคในการครอบครองเกาหลีของญี่ปุ่น เมื่อจักรวรรดิญี่ปุ่นเข้าควบคุมเกาหลีได้แล้ว พระเจ้าโกจงจึงต้องเสด็จลี้ภัยไปยังรัซเซีย แต่ก็ทรงกลับมาอีกครั้ง เพื่อประกาศให้เกาหลีเป็นจักรวรรดิเกาหลี และเปลี่ยนพระองค์จากพระราชาแห่งโชซอนเป็นสมเด็จพระจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิเกาหลี
ถึงกระนั้นจักรวรรดิเกาหลีก็ยังอยู่ภายใต้การแทรกแซงจากทั้งญี่ปุ่นและรัซเซีย (จีนถูกญี่ปุ่นเตะกระเด็นออกไป ทำให้รัซเซียเข้ามาเสียบแทน) ซึ่งสุดท้ายญี่ปุ่นชนะสงครามระหว่างญี่ปุ่น-รัซเซีย ทำให้ญี่ปุ่นมีสิทธิ์ครอบครองเกาหลี และได้เข้าครอบครองเกาหลีอย่างสมบูรณ์ในการทำสนธิสัญญาครอบครองเกาหลีของญี่ปุ่นครั้งที่ 2 แม้จะมีเพียงนายกรัฐมนตรีของเกาหลีลงนามยินยอมเท่านั้น
เกาหลียังอยู่ใต้อาณัติของญี่ปุ่นอีก 30 กว่าปี จนถึงคราวที่ญี่ปุ่นเสียท่าแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 เกาหลีจึงเป็นอิสระจากญี่ปุ่น แต่ก็ถูกแบ่งออกเป็นเกาหลีเหนือ (ภายใต้การดูแลของรัซเซีย) และเกาหลีใต้ (ภายใต้การดูแลของอเมริกา)
กลายเป็นประเทศที่มีความแตกต่างทางการปกครองจวบจนบัดนี้
.......................
กลับไปยังข่าวที่ฉันดูอีกรอบ
ข่าวในคราวนี้ไม่ได้เป็นข่าวความขัดแย้ง
หากแต่เป็นการจัดงานรวมญาติของชาวเกาหลีทั้งสองฝ่าย
ที่ต้องจากกันเพราะการแบ่งแยกประเทศ
คุณปู่ กับคุณปู่ (ที่เป็นพี่น้อง) จับมือพากันร้องไห้
คุณย่า กับคุณป้า (ที่เป็นแม่ลูก) โอบกอดซึ่งกันและกัน
น้ำตา ความคิดถึง และความยินดี ของคนที่เคยแยกจาก..ทั้งที่ยังรัก
คงเป็นช่วงเวลาที่มีค่าที่สุดช่วงหนึ่งของพวกเขา
แม้มันจะเป็นเพียงช่วงสั้นๆ ของการลาจากที่ผ่านมาเกือบทั้งชีวิต!
........................
ฉ่ำฉ่ำ ถามฉันว่า "ทำไมเราถึงต้องจาก ทั้งที่ยังคิดถึงกัน?"
ฉันไม่ได้ตอบคำถามนั้น เพียงแต่บอกเขา "ไม่มีอะไรอยู่ด้วยกันได้ตลอดไปหรอกนะ ฉ่ำฉ่ำ"
เขาพยักหน้าหงึกๆ สักพัก แล้วก็เปลี่ยนเป็นส่ายหน้า บ่นงึมงำกับตัวเอง "แล้วทำไมเราต้องแยกจากกัน แค่เพราะแตกต่างกันบางเรื่องล่ะ?"
ฉ่ำฉ่ำยืนนิ่งเหมือนพยายามทำความเข้าใจบางสิ่งเพียงลำพัง ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายต่อไป
----------------------
ป.ล. เปิด wiki สิบกว่าหน้า (และอ่านมันมา 2 รอบ) ก่อนเขียนประวัติเกาหลีออกมา อย่าลืม comment นะก๊าบ หงึกๆ (พยักหน้าตามฉ่ำฉ่ำ) - ถ้าพบที่ไม่ถูกต้อง หรือผิดไปจากประวัติศาสตร์จริง โปรดแจ้งด้วยกั๊บ แต๊งกิ้วๆ
ภูติ คือ ?
posted on 26 Sep 2009 01:25 by chum-chum in mypostสืบเนื่องจากคอมเม้นของเรื่อง "ฉ่ำฉ่ำ - วันที่ผมยังเหงา"
.....
...
.
ด้วยเวลา 0.34 วินาที พี่เกิ้ลก็ให้ผล
"เอ้วว.. ทำไมคำเซิร์ทดูไม่ค่อยมีประเด็นหว่า?"
(ดูด้านล่างต่อไป)
V
V
V
V
คำว่า "ภูต" (พูด หรือ พู - ตะ) นี้ที่ตัว ต ไม่ต้องมีสระ อิ แต่ก็ปรากฏว่าในหนังสือที่เกี่ยวกับเรื่องภูตผีปีศาจ มักเขียนเป็น "ภูติ" คือที่ตัว ต มีสระอิอยู่ด้วยเสมอ คำว่า "ภูต" (พู - ตะ ) กับ "ภูติ" (พู - ติ) นั้นมีความหมายคนละอย่าง ห่างกันไกลทีเดียว
คำว่า "ภูติ" (พู - ติ) เป็นคำบาลีและสันสกฤต พจนานุกรม ฉบับ พ.ศ. ๒๕๒๕ ได้ให้ความหมายไว้ว่า "น. ความรุ่งเรือง, ความมั่งคั่ง." เช่นคำว่า "วนภูติ" (วะ - นะ - พู - ติ) ก็แปลว่า "ความรุ่งเรืองหรือความมั่งคั่งทางด้านป่าไม้" คำว่า "ชลภูติ" (ชะ - ละ - พู - ติ) ก็แปลว่า "ความรุ่งเรืองหรือความมั่งคั่งทางน้ำ" คำว่า "ภูติ" นี้นิยมอ่านว่า "พู - ติ" ถ้าไปอ่านว่า "พูด" อาจจะทำให้มีผู้เข้าใจว่าหมายถึง "ผี" ไป เช่น "ชลภูติ" ถ้าอ่านว่า "ชะละพูด" ผู้ฟังอาจคิดว่าเป็น "ผีน้ำ" หรือ "วนภูติ" ถ้าอ่านว่า "วะ - นะ - พูด" ผู้ฟังอาจคิดว่าเป็น "ผีป่า" ก็ได้ เพราะฉะนั้น ในการเขียนคำว่า "ภูตผีปีศาจ" ขอให้ระมัดระวังหน่อย คือที่ "ภูต" ใช้ ต สะกด โดยไม่ต้องใส่สระ อิ ลงไปด้วย.
อย่างไรก็ดีคำว่า "ภูติ" ก็ปรากฎใน google เป็นแสนๆ .. แปลว่าเราใช้ผิดกันเกือบทั้งนั้นสินะ
------------------------------
ตอนนี้ยังวาดรูปด้วยเมาท์เมาส์ปากกาไม่คล่อง แถมลายมือก็สุดจะห่วย
เลยพิมพ์ฟอนท์ลงไปแทนคำพูด (ฟอนท์ไทยในเครื่องก็ไม่ค่อยมีซะล้วย..ฮ่วย!)
ส่วนวรรณยุกต์ก็จมอยู่ในสระ อิ อี อึ อือ อีก (แกร่กๆๆ.. -___-a)
ก็ได้แต่พิมพ์เฉพาะวรรณยุกต์แยกอีก layer นึงแทน แล้วค่อยเอามันมารวมกัน(ทุลักทุเลมั่กๆ)
ป.ล. สำหรับเรื่องลายมือ ลองสังเกตพวกที่เคาะแต่คีย์บอร์ด จ้องแต่จอคอมดู
จะพบว่าลายมือ บรมเห่ยยิ่งนัก
โดยเฉพาะโปรแกรมเหม่อ..รุ่นใหม่ (เหอๆ จริงๆ นะ)
ฉ่ำฉ่ำ - วันที่ผมยังเหงา
posted on 25 Sep 2009 13:00 by chum-chum in chumchumผมลอยอยู่ในสายน้ำเพียงลำพัง
เมื่อวาน คุณยายที่เลี้ยงผมมาได้จากไป
คุณยายไปแล้ว ไปในที่ๆ ไม่ค่อยมีใครรู้จักมากนัก
คุณยายบอกว่า ไม่ต้องเสียใจ ที่คุณยายต้องตาย
เพราะคุณยายกำลังจะไปอยู่ในดินแดนที่สงบสุข
ผมก็เชื่อเหมือนคุณยาย...
คุณยายเป็นยายที่แสนดี
ที่ๆ คุณยายไป คงสวยงามและทำให้คุณยายยิ้มได้แน่ๆ
ผมจะไม่ร้องไห้ แม้ต้องอยู่คนเดียว
...........
วันนี้ฝนไม่ตก
ผมเก็บร่มที่คุณยายให้ และสวมเสื้อกันฝนตัวเก่ง (ที่มีตัวเดียว)
ก่อนเดินออกมาจากบ้านที่เคยอยู่กับคุณยาย
ผมตัดสินใจเดินทาง เพื่อค้นหาคำตอบที่ผมยังสงสัย
และจะพยายามตามหาครอบครัวของผม
อย่างน้อยผมเชื่อว่าผมยังมีพ่อ (ที่เป็นภูต)
ผมหวังว่าคนในเมืองภูต จะไม่ผลักไสผม
เหมือนกับที่คนในหมู่บ้าน เคยทิ้งผมไว้ในสายน้ำ
............
วันนี้ผมได้รู้จักความเหงา
ผมก้มมองลงไปในสายน้ำ หวังจะพบใครสักคนที่ผมคุ้นเคย
แต่ในน้ำ ไม่มีพี่ลำธารอีกแล้ว..
เมื่อสี่ปีก่อน
พี่ลำธารฝากผมไว้กับคุณยายก่อนที่พี่ลำธารจะจากไป
'ข้าไม่อาจอยู่ในสายน้ำได้อีก' พี่ลำธารบอกกับผม
เพราะสายน้ำถูกรบกวนมากเกินไป .. พี่ลำธารจึงต้องไปจากสายน้ำ
ตอนนี้ผมไม่มีทั้งคุณยาย และพี่ลำธาร
ผมมองลงไปในน้ำ เห็นแค่เงาของตัวเอง...
แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้ผม..ไม่ต้องเหงามากนัก
ผมคือฉ่ำ-ฉ่ำ
posted on 25 Sep 2009 02:35 by chum-chum in chumchum
ฉ่ำฉ่ำ เป็นลูกของภูตแห่งฝนกับมนุษย์
ทุกที่ๆ ฉ่ำฉ่ำ เดินทางไปมักจะมีฝนตกเสมอ
แต่ ฉ่ำฉ่ำ ไม่ค่อยถูกกับฝน เพราะฉ่ำฉ่ำไม่ชอบความเปียกชื้น
ฉ่ำฉ่ำ จึงมีร่ม และเสื้อกันฝน ไว้กันไม่ให้ตัวเฉอะแฉะ
นอกจากร่มกับเสื้อกันฝนชุดเดียวที่ฉ่ำฉ่ำมีแล้ว
ฉ่ำฉ่ำยังมีเพื่อนตุ๊กตาหมีอีกตัวชื่อว่า ขนมครก
------------------
ฉ่ำฉ่ำดูเหมือนตัวตลกกำพร้า
แม่ของฉ่ำฉ่ำตายตั้งแต่ฉ่ำฉ่ำอายุได้ 2 เดือน
คนในหมู่บ้านบอกว่ามันเป็นคำสาปที่มนุษย์มีบุตรกับภูติ
('เขายังเชื่อเรื่องคำสาปกันอีกเหรอ?' ฉ่ำฉ่ำ ยังสงสัย)
ฉ่ำฉ่ำจึงถูกนำไปทิ้งที่แม่น้ำ
(ก็แบบที่เค้าชอบทิ้งเด็กทารก ที่ไม่ควรอยู่ร่วมด้วยนั่นแหละ)
ฉ่ำฉ่ำเติบโตอยู่ในสายน้ำ พี่ลำธารเป็นคนเลี้ยงดูฉ่ำฉ่ำ
ฉ่ำฉ่ำรักสายน้ำ แม้ฉ่ำฉ่ำจะไม่ค่อยชอบฝน
ส่วนพี่ลำธารก็รักฉ่ำฉ่ำ เพราะฉ่ำฉ่ำไม่ดื้อ
และฉ่ำฉ่ำยังให้สายฝนกับสายน้ำ
