ตัวละครในฉ่ำฉ่ำ

posted on 01 Jan 2012 22:00 by chum-chum
ฉ่ำฉ่ำ : ลูกครึ่งภูตฝน กับมนุษย์ ตัวเล็กกว่าคนทั่วไป สมัยเด็กถูกทิ้งลอยมากับกระแสน้ำ เพราะชาวบ้านเชื่อว่าฉ่ำฉ่ำทำให้หมู่บ้านต้องคำสาป (มีฝนตกตลอดเวลา) ไม่ทราบอายุแต่ไม่น่าจะมากนัก เป็นเด็กที่มีความสงสัย และกำลังออกตามหาพ่อ
ขนมครก : ตุ๊กตาหมีที่ฉ่ำฉ่ำเก็บได้ ประวัติความเป็นมาไม่แน่ชัด แต่ดูเหมือนว่าขนมครกจะเคยเดินทางผ่านสถานที่ต่างๆ มาแล้วหลายแห่งบนโลกใบนี้
คุณยาย : เป็นคุณยายที่เลี้ยงดูฉ่ำฉ่ำมาหลายปี หลังจากที่พี่ลำธารนำฉ่ำฉ่ำมาฝากไว้ ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว
พี่ลำธาร : เป็นภูตสายน้ำ เคยดูแลฉ่ำฉ่ำตอนเป็นเด็ก แต่จำเป็นต้องฝากฉ่ำฉ่ำไว้กับคุณยายเพราะสายน้ำที่พี่ลำธารอยู่ถูกรบกวนจนพี่ลำธารอ่อนแอลง
แม่ฉ่ำฉ่ำ : แม่ของฉ่ำฉ่ำเสียชีวิตตั้งแต่ฉ่ำฉ่ำอายุได้ 2 เดือน
พ่อฉ่ำฉ่ำ : รู้แต่ว่าเป็นภูตฝน

ฉ่ำฉ่ำ in flood

posted on 01 Jan 2012 20:29 by chum-chum  in mypost
คุณยายเล่านิทาน เรื่องกระต่ายกับเต่า ให้ฉ่ำฉ่ำฟังในวันหนึ่ง
ฉ่ำฉ่ำยังจำได้ ที่เจ้ากระต่ายท้าเต่าน้อยให้วิ่งแข่งด้วยกัน
แต่เจ้ากระต่ายกลับแอบหลับระหว่างแข่ง เพราะคิดว่ายังไงก็ชนะ
สุดท้ายเต่าก็เข้าเส้นชัยก่อนกระต่าย...

"เต่าชนะกระต่าย ทั้งที่วิ่งช้ากว่า เพราะเขาไม่ย้อท้อไงล่ะจ๊ะฉ่ำฉ่ำ" คุณยายบอก
"แล้วหลังจากนั้น เต่ากับกระต่ายจะได้เป็นเพื่อนกันไหมครับ" ฉ่ำฉ่ำถามคุณยาย
"ถ้าอย่างนั้น ฉ่ำฉ่ำ ลองเล่าให้ยายฟังสิ พวกเขาได้เป็นเพื่อนกันรึเปล่า" คุณยายว่า

ฉ่ำฉ่ำ เริ่มเล่าบ้าง
..ใช่ๆ กระต่ายอยากแก้ตัวใหม่ที่แพ้เต่า จึงท้าเต่าแข่งอีกรอบ
ทีนี้เขาให้เต่าเป็นคนเลือกการแข่งกัน
'เรามาว่ายน้ำแข่งกันดูไหม' เต่าน้อยลองใจกระต่าย
กระต่ายครุ่นคิด รู้ตัวดีว่าว่ายน้ำสู้เต่าไม่ได้ แต่ก็ตอบตกลง

กระต่ายกลัวแพ้เต่าอีกครั้ง จึงฝึกว่ายน้ำทุกวัน และมันก็ว่ายน้ำเก่งขึ้นเรื่อยๆ
จนถึงวันแข่ง ทั้งสองตัวว่ายน้ำแข่งกันอย่างสุดความสามารถ
เต่าน้อยรู้สึกทึ่งที่กระต่ายว่ายน้ำได้ดี แม้ว่ามันจะเป็นฝ่ายนำอยู่ก็ตาม

ทว่าทันใดนั้นเอง ก็มีฝนตกลงมาอย่างหนัก สัตว์ทุกตัวที่ดูการแข่งขัน พากันวิ่งหลบฝน...

ฉ่ำฉ่ำหยุดเล่า แล้วบอกกับคุณยาย "จริงๆ ฉ่ำฉ่ำเป็นพระเอกของเรื่องนี้นะคับ"
คุณยายหัวเราะ "นั่นสิ ยายก็ว่าอย่างนั้น"
ฉ่ำฉ่ำยิ้มฉ่ำ แล้วเริ่มเล่าต่อ

..เต่ากับกระต่ายถูกน้ำพัดออกจากเส้นทางเดิม
แม้กระต่ายจะว่ายน้ำเก่งขึ้นแล้ว แต่มันก็ยังสำลักน้ำที่ไหลเชี่ยวกว่าปกติ
เต่าน้อยเห็นกระต่ายท่าทางไม่ดีจึงว่ายเข้าไปช่วย และให้กระต่ายยึดกระดองของมันไว้
ส่วนมันก็บังคับตัวให้เข้าไปใกล้ฝั่งที่สุด
แต่แรงของเต่าไม่อาจสู้แรงของกระแสน้ำได้
ทั้งคู่จึงถูกน้ำซัดให้ไหลไปด้วยกัน ...
พวกมันไหลไปชนหินกลุ่มหนึ่ง
กระต่ายจึงหาหินที่มันสามารถเกาะไปได้ กระโดดพาเต่าขึ้นมาจากน้ำ
ทั้งคู่นั่งรออยู่บบนโขดหินนาน จนกระทั่งฝนเริ่มซา และสายน้ำเริ่มสงบ

"กระต่ายกับเต่า คงกลายเป็นเพื่อนกันต่อไปนะครับคุณยาย" ฉ่ำฉ่ำบอกขึ้น
"แล้วฉ่ำฉ่ำไม่เล่าให้ยายฟังจนจบเหรอ" คุณยายถาม
"บางทีตอนจบ อาจน่าเศร้า" ฉ่ำฉ่ำบอก "พอพวกเขาได้เป็นเพื่อนกันแล้ว และถ้าวันหนึ่ง มีใครต้องจากไปก่อน อีกตัวคงต้องเหงา"
คุณยายยิ้มให้ฉ่ำฉ่ำ ก่อนถามเขาว่า "ฉ่ำฉ่ำรู้ใช่ไหมจ๊ะ ว่านี่เป็นเรื่องธรรมดาของทุกชีวิต"
ฉ่ำฉ่ำนิ่งเงียบทำท่าครุ่นคิด คุณยายจึงยิ้มอีกครั้งแต่ไม่ว่าอะไรต่อ
เรื่องกระต่าย กับเต่า ฉบับฉ่ำฉ่ำจึงจบลงแต่เพียงเท่านี้..
 
...
 
 
"คุณยายครับ ผมรู้แล้วว่าการลาจาก และความตายเป็นความธรรมดาของทุกชีวิต" ฉ่ำฉ่ำรำพึงกับตัวเอง ขณะยังล่องลอยอยู่ในสายน้ำ
"แล้ว.. คุณยายครับ ความเหงา ก็เป็นเรื่องธรรมดาของชีวิตด้วยใช่ไหม" ฉ่ำฉ่ำเสมองไปยังท้องฟ้าเบื้องบนขณะที่ฝนยังโปรยปราย บางทีคุณยายอาจตอบกลับมาจากตรงนั้น
 
.
.
.
 
..คนเราสามารถเลือกที่จะอ้างว้าง โดดเดี่ยว เงียบเหงา หรืออิ่มเอมใจ สุขใจ สบายใจได้ด้วยตัวเอง..
สุรเสียงที่ก้องกังวาลอยู่ในทั่วจักรวาลนี้ เอ่ยตอบกับทุกคนที่เคยถามคำถามเดียวกัน
ฉ่ำฉ่ำจะได้ยินเสียงเหล่านั้นด้วยหรือไม่ แม้แต่ตัวฉ่ำฉ่ำเองก็อาจไม่รู้
 
การซ่อมเมาส์ปากกา bamboo wacom เมื่อมันพัง.. ระดับวิกฤต เดิม entry ก็ชื่อนี้แหละ
 
เอาเป็นว่า เมื่อท่านผู้อ่านได้อ่านบทความนี้จนครบหมดแล้ว
คนเขียนคาดหวังว่า ท่านจะสามารถซ่อมเมาส์ปากกา Bamboo Fun
ที่ท่านยัดเก็บลงกรุไปแล้ว ให้ใช้งานได้ใหม่อีกครั้ง
 
แต่อย่างไรก็ตาม ขออนุญาติเล่าเหตุการณ์ส่วนตัวไปด้วย
คงไม่เป็นไรนะ
 
....
 
หลังจากที่ตั้งใจจะกลับมาใช้เมาส์ปากกาเพื่อทำงานบางอย่างอีกครั้ง ก็ปรากฏว่ามันเจ๋งเสียแล้ว
 
อาการที่เกิดขึ้น ขณะที่เลื่อนหัวปากกาบนแผ่น tablet มันจะกด click ตัวเองเกือบตลอดเวลา
และลาก (drag) เมาส์มั่วไปหมด
สาเหตุที่เป็นไปได้ อาจเพราะวางปากกาไว้บนพื้นโดยไม่ได้เก็บใส่ที่ แล้วถูกเตะไปมา
ส่วนที่มันอยู่บนพื้นได้ เพราะคนเขียนนั่งทำงานกับพื้น
นอกจากนี้อาจมีน้ำซึมเข้าไป เพราะแอบเอาสบู่ไปถูคราบดำ ๆ บนด้านจับ
เลยเสียรวม 2 อย่าง .. คือ 
1. กระทบกระเทือนแต่ไม่ตก จึงไม่มีอะไรหัก
2. น้ำซึมเข้าไปทำให้วงจรมีปัญหา
 
นี่คือซากหลังจากถอดออกมาแล้ว
(หากถามว่าทำไมถึงเลือกสีขาว ทั้งที่เลอะเทอะง่าย
คำตอบคือ จริง ๆ ไม่ได้เลือก
พอดี email ไปฝากให้รุ่นน้องซื้อ Bamboo Fun กลับมาจากญี่ปุ่น
น้องเขาซื้อสีขาวมาให้  ....แต่...ที่เราจะเอามันสีฟ้าต่างหากล่ะ!)
 
หลังจากแกะภายในออกมาดู ก็พบจุดดำ ๆ สองจุด คาดว่าเป็นรอยไหม้
ตอนแรกกะตัดใจซื้อปากกามาเปลี่ยนใหม่
เพราะรอยไหม้กับวงจรขนาดเล็กเป็นเรื่องที่ดูน่าปวดหัวมาก
แต่ไปดูราคาปากกา Bamboo Fun ก็เกือบ 1500
ส่วน Bamboo ตัวใหม่ แค่ 3000 นิด ๆ เท่านั้น
นี่เพิ่มเงินอีกนิดเดียว ก็ได้ตัวใหม่แล้วนะเอ้ย!
 
ด้วยเหตุนี้เลยลองพยายามซ่อมดู เผื่อฟลุ๊คซ่อมได้ (ไหน ๆ ก็พังไปแล้ว)
 
...
 
ก่อนอื่นมาดูวิธีแกะเจ้าเมาส์ปากกาตัวนี้กันดีกว่า
ตัวที่ต้องถอดออกอันแรก หรือเจ้าตัวที่อยู่ในรูปด้านล่าง ซึ่งยึดด้ามเอาไว้
และเป็นส่วนที่ถอดยากที่สุดด้วย..
 
 
 
ค่อย ๆ แกะชิ้นส่วนดังกล่าวตามลำดับ ที่เขียนไว้ในรูป
คืองัดตำแหน่ง 1. ขึ้นมาก่อน แล้วค่อย ๆ ดันหรือดึงมันให้ออกมาจากตำแหน่งที่ 2.
ถ้าสามารถแกะเจ้าตัวที่อยู่ด้านบนนี้ออกมาได้ ก็สบายแล้ว
 
พอแกะได้ตามรูป ก็ให้ค่อย ๆ ดึงส่วนด้ามจับหัวท้ายออกจากกัน
ต้องออกแรงหน่อย และถ้าดึงไม่ออกก็ให้บิดไปมาเล็กน้อยขณะดึง
แต่อย่าได้กระชากจนไปกระเทือนแผ่นแผงวงจรที่อยู่ด้านใน
 
เมื่อชิ้นด้ามทั้งสองอันหลุดมาออกแล้ว ก็ดึงตัวกดที่เหลืออยู่ออก
สำหรับเจ้าตัวนี้ ถ้าไม่ทำมันรุนแรงมากก็ไม่ต้องกลัวหัก
ด้านในของเจ้าปุ่มกด ไม่มีแง่งอะไรให้หัก
(แต่ถ้าจะหัก ก็คงหักกลาง 555)
 
....
 
ทีนี้มาถึงตรงรอยไหม้บนแผงวงจร (แผ่นสีเขียว)
สำหรับรอยไหม้ ในส่วนที่ไม่มีวงจรอยู่ สามารถเอาคัตเตอร์ขูดออกไปได้เลย
อย่างเช่นรอยดำอีกจุดที่เกิดกับเจ้าเมาส์ปากกาตัวนี้
มันเป็นรอยไหม้ระหว่างขาไอซี 2 ตัว ซึ่งทำให้มันลัดวงจร
ฉะนั้นจงขูดมันออกมาให้หมด แต่ในเฉพาะที่ไม่มีส่วนของวงจรอยู่เท่านั้น
 
อย่างไรก็ตามสำหรับส่วนที่มีวงจรอยู่
จะต้องค่อย ๆ ฝนออก โดยระวังไม่ให้วงจรขาดจากกัน (อาจต้องใช้แว่นขยายช่วย)
หากเราดันขูดวงจรส่วนสำคัญออก อาจทำให้ฟังก์ชั่นบางอย่างใช้การไม่ได้
สำหรับคัตเตอร์น่าจะใหญ่เกินไป ควรใช้พวกเข็ม หรือหมุดปลายแหลมฝนออกแทน
 
จากรูปจะเห็นว่ารอยไหม้ อยู่ในส่วนของวงจรเต็ม ๆ แถมเป็นส่วนเชื่อมของฟังก์ชั่นซะด้วย
ถ้าขูดแล้วเส้นวงจรหายไป ก็ต้องยอมรับสภาพ เพราะเส้นมันเล็กมาก จะหาอะไรเชื่อมก็ไม่ได้
(รู้สึกที่ขูดไป ทำให้เส้นวงจรจางไปเหมือนกัน ตัวกดเลยไม่ทำงาน 5555)
 
ทีนี้เมื่อขูดรอยไหม้ออกไปแล้ว
ดูเหมือนจะดีขึ้นหน่อย ๆ แม้ว่าตัวกดจะไม่ทำงาน ..ก็ช่างมัน (ปกติไม่ค่อยได้ใช้)
 
.....
 
ในส่วนปัญหาอื่นที่ยังเกิดกับเจ้าเมาส์ปากกาตัวนี้ก็คือ ระบบเซ็นเซอร์ทำงานผิดพลาด
 
การทดสอบเมาส์ปากกาว่ามีอาการเป็นอย่างไร ซ่อมแล้วใช้การได้หรือไม่
ให้เปิดพวกโปรแกรม paint หรือ photoshop มาลองลากเมาส์ไปมาดูระหว่างซ่อม
ถ้ามันทำงานได้ปกติเมื่อไหร่ แสดงว่าซ่อมได้แล้วนั่นเอง
 
ขอเอารูปเดิมมาหากินอีกครั้ง
 
ตำแหน่งในรูป
a. เป็นส่วนของพลาสติกที่พันด้วยขดลวดทองแดง เพื่อใช้สร้างสนามแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งช่วยทำให้วงจรดังกล่าวทำงาน หรือก็คือตัวจ่ายไฟให้เมาส์ปากกานั่นเอง (เป็นเหตุผลว่า ทำไมเมาส์ปากกาสามารถทำงานได้ โดยไม่ต้องใช้ถ่าน)
b. เป็นส่วนของตัวรับเซ็นเซอร์ ซึ่งจะคำนวณแรงกดของปลายปากกาที่เราจิ้มลง tablet (แอบไปเปิดงานวิจัยดู รู้สึกเหมือนเขาจะใช้ pulse หรือลักษณะของสัญญาณแบบต่าง ๆ ในการคำนวณหาระดับแรงกดบนหัวปากกา)
 
ปกติแล้ว ถ้าเมาส์ปากกาตกกระแทกพื้นแล้วไม่ทำงาน หรือ pointer ไม่ยอมเลื่อนตอนเราลาก ส่วนใหญ่ก็เพราะขดลวดทองแดงไม่ติดกันดี สาเหตุอาจมาจากพลาสติกที่ขดลวดทองแดงพันอยู่หัก ซึ่งถ้าอาการมีแค่นี้ วิธีการซ่อมก็ง่ายมาก แค่เอากาวร้อน (หมายถึง กาวที่แห้งเร็ว) เช่น กาวตราช้าง มาเชื่อมพลาสติก แล้วทำให้ขดลวดติดกันอีกครั้ง ก็ใช้การได้
 
นอกจากนี้ส่วนปลายทั้งสองด้าน (ปากกา & ตูดยางลบ) มีการทำงานที่เหมือนกัน ฉะนั้นถ้าหากหัวปากกาด้านที่เราใช้งานมันพังจนเกินเยี่ยวยา ก็สามารถเปลี่ยนเอาปลายที่เป็นตูดยางลบมาสลับใส่แทนได้ แต่สำหรับขั้นตอนนี้ ต้องพึ่งการบัดกรี ซึ่งอาจเป็นเรื่องยุ่งยากสำหรับคนที่ไม่มีอุปกรณ์ หรือไม่เคยทำมาก่อน
 
อย่างไรก็ตาม ถ้าหากอาการมีแค่นี้ จะต้องระวังอย่าพยายามขยับพลาสติกที่ขดลวดพันอยู่ (a.) หรือโยกมันเล่นจนเคลื่อนออกจากแกนเซนเซอร์ (b.) โดยเด็ดขาด ไม่งั้นอาจจะกลายเป็นเรื่องยุ่งยากในการแก้ไข
 
ฉะนั้นหากแค่เมาส์ไม่ขยับอย่างเดียว ก็ไม่ควรลองเล่นอะไรมากนัก..
 
.....
 
สำหรับกรณีที่เกิดปัญหาอย่างอื่นนอกจากเมาส์ไม่เลื่อน ซึ่งก็น่าจะเป็นปัญหาเรื่องเซ็นเซอร์ทำงานผิดพลาด อาทิเช่น มันกดเองโดยที่ยังไม่ได้เตะหัวปากกาลง tablet, ระดับการ active ของเมาส์ปากกาอยู่ต่ำเกินไป ทำให้เมื่อยกเมาส์ปากกาขึ้นแม้ไม่สูงมาก แต่เมาส์ก็ไม่ทำงานแล้ว
 
และหากมีปัญหาอย่างที่กล่าวมา สิ่งที่จะต้องใช้ในการแก้ไข ได้แก่ 1. ความฟลุ๊ค 2. การมั่ว หรือ 3. ความพยายามอันสูงส่ง อย่างใดอย่างหนึ่ง
 
โดย
1. ความฟลุ๊คนั้น ถ้าคนไหนดวงดี แค่ขยับคอของขดลวดทองแดง (a.) ให้พอดีกับจุดเซ็นเซอร์ (b.) ก็ใช้การได้แล้ว
2. หรือแม้มั่ว ๆ ไปมั่ว ๆ มาก็อาจทำให้ใช้ได้เหมือนกัน
3. สำหรับคนที่ไม่ค่อยมีดวง... (แบบคนเขียน) ก็คงไม่พ้นต้องใช้ความพยายามลองแล้วลองอีก โดยดูผลการทำงานของมันจากพวกโปรแกรมวาดรูป โดยขยับส่วนที่ติดกับเซนเซอร์ไปมา แล้วเอามาลองวาดดู จนมันใช้การได้ รวมถึงน้ำหนักของแรงกดไม่มีปัญหา ก็รอดแล้ว.. (เหอ ๆๆ)
 
แต่!! อย่าเพิ่งดีใจจนหลงระเริงไป เพราะว่าอาการเซ็นเซอร์เน่านี้ แม้จะซ่อมได้แล้วในตอนที่มันเปลือยร่างอยู่ แต่พอใส่มันกลับเข้าด้าม อาจไม่ดีเหมือนเดิม ด้วยเหตุนี้ การใส่มันกลับเข้าที่ต้องทำอย่างระมัดระวัง หาไม่แล้วจะต้องกลายเป็นพยายามแล้วพยายามเล่า อย่างแท้จริง..
 
สำหรับการพยายามซ่อมครั้งนี้ เดิมทีมันเสียแค่ด้านปลายปากกาด้านเดียว ส่วนตรงตูดยางลบยังไม่เสียเท่าไหร่นัก คนเขียนเลยลองเอาส่วนตูดมาใส่ใส้ปลายปากกาแล้วลากเล่น โดยกะว่าอาจจะเปลี่ยนเอาส่วนตูดมาใช้งานแทน แต่พอลองไปลองมาขณะที่มันยังอยู่ในร่างเปลือยเปล่านั้น ก็กลับกลายเป็นว่าด้านที่เป็นตูดปากกาก็เน่าไปด้วย จึงได้รู้ว่าอาการที่เกิดขึ้นนั้น เกิดขึ้นเพราะเซนเซอร์ทำงานผิดปกติ และที่ผิดปกติก็เพราะช่วงรอยต่อระหว่าง a. พลาสติกที่พันขดลวดทองแดง กับ b. แท่นรับเซนเซอร์ ไม่อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม ฉะนั้นเอง
 
สรุปขั้นตอนการแก้ปัญหาเซนเซอร์ผิดปกติอีกครั้ง
1. ขณะที่แกะชิ้นส่วนเมาส์ปากกาออกมาแล้ว ให้เสียบใส้พลาสติกของปลายปากกาที่ใช้เขียนเข้าไปในตำแหน่งปกติที่เคยใช้งาน จากนั้นก็ลองขยับส่วนพลาสติกที่พันขดลวดทองแดง (a.) บนแท่นเซ็นเซอร์ (b.) จนกระทั่งมันใช้การได้เหมือนเดิมตามคุ้นเคย สำหรับวิธีการที่ดีที่สุดในการหาตำแหน่งที่เหมาะสมคือให้วางปากกาลงในแนวดิ่งหรือในแนวตั้งฉากกับแผ่น tablet แล้วค่อยขยับหมุนเลื่อนตำแหน่งของ a. เบา ๆ แล้วลองเขียนดูในโปรแกรมวาดรูป จนได้ตำแหน่งที่เหมาะสม (ตอนเขียนให้ใช้นิ้วมือข้างที่เขียนจับทั้งส่วน a. และ b. เอาไว้)
2. เมื่อจัดตำแหน่งจนได้ที่แล้ว ก็อย่าได้ขยับเขยินตำแหน่งใด ๆ ของส่วนดังกล่าวอีก ให้ค่อย ๆ ประกอบปลอกหรือด้ามจับส่วนปลายปากกากลับเข้าไปอย่างเก่า
3. เมื่อใส่กลับเข้าไปแล้ว ให้ใช้มือจับแผ่นวงจร (แผ่นสีเขียว) โดยพยายามยึดไว้อย่าให้เลื่อนออกจากปลอกที่สวม แล้วลองเขียนดูอีกครั้ง ถ้าอาการยังเป็นปกติดี ก็ให้นำชิ้นส่วนปุ่มกดยัดกลับเข้าไป ซึ่งก็จะช่วยให้ส่วนปลายด้านหัวของปากกาไม่เลื่อนจากตำแหน่งที่จัดไว้
4. เสร็จแล้วก็ไปลองกับส่วนตูดยางลบบ้าง (ถ้ามันเสียเหมือนกัน) โดยทำแบบเดียวกัน และเสียบตุ่มของตูดปากกาเพื่อทดสอบด้วยเช่นเคย (ถ้าได้ถอดมันออกมา) หากใช้งานได้ไม่มีปัญหาแล้ว ก็ค่อย ๆ เสียบปลอกอีกด้านของปากกากลับเข้าไปอย่างเบา ๆ
5. การประกบปลอกที่เป็นด้ามปากกาทั้งสองกลับเข้าหากัน ต้องค่อย ๆ ทำอย่างเบามือที่สุดเท่าที่ทำได้ เพราะหากพยายามดันมันเข้าไปให้ติดกันทันที หรือออกแรงจนมันกระเทือน อาจส่งผลให้ตำแหน่งเคลื่อนจนใช้การไม่ได้ และจะต้องถอดกลับมาทำใหม่ตั้งแต่แรกเลยทีเดียว
6. เมื่อประกบติดกันดีแล้ว ให้ทดสอบขีดเขียนดูทั้งสองด้าน (ปากกา & ตูดยางลบ) อีกครั้ง ถ้าหากไม่มีปัญหาอะไรแล้ว ก็สามารถเสียบส่วนประกอบสุดท้าย (หรือเจ้าตัวแรกที่แกะออกมา) กลับเข้าไปได้ เท่านี้ก็เป็นอันเสร็จ
 
ขั้นตอนก็มีเท่านี้..
ตอนนี้ชักรู้สึกว่า เมาส์ปากกามันเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคที่ละเอียดอ่อนมาก
สมควรแล้วที่ราคาไม่ใช่ถูก ๆ
 
ถ้าใครมีเมาส์ปากกาเก่าที่เสียอยู่แล้ว ก็ลองเอามาแกะซ่อมดู
ซ่อมเสร็จได้ผลอย่างไรบ้าง ก็บอกกันด้วยล่ะ!
 
....
 
สุดท้ายแม้จะซ่อมจะใช้งานได้ปกติแล้ว ก็ยังหวั่นเกรงว่ามันจะเน่าไปอีก เลยต้องค่อย ๆ หยิบจับมันอย่างเบามือ
 
ส่วนผลของการซ่อมที่ได้ทดลองทำดู ก็สามารถใช้ได้ทั้งหมดแล้ว
ยกเว้นแต่ก็ปุ่มกดที่คงเพราะไปขูดเส้นวงจรมันออกนั่นแหละ..
 
เฮ้!
 
อ๊ะ อย่างไรก็ดี วิธีการซ่อมดังกล่าว เป็นการมั่วของคนเขียนเอง
อาจมีวิธีซ่อมที่ดีกว่านี้ หรือวิธีนี้อาจเป็นวิธีที่โหลยโท่ยก็ได้
ฉะนั้น.. โปรดไตร่ตรองด้วยความระมัดระวังก่อนลงมือซ่อม
 
แต่เชื่อว่า.. ถ้าเสียอยู่แล้ว
และอยากลองเล่นดู
ก็น่าทำนะ!
 
....
 
Tip. การทำความสะอาดปลอกด้ามจับปากกา
1. หากมันยังถูกประกอบอยู่ในด้ามพร้อมวงจร ห้ามทำความสะอาด เพราะไม่ว่าจะน้ำ แอลกอฮอล์ ก็ทำความสะอาดมันไม่ได้ ต้องใช้พวกสบู่ (อาจมีอย่างอื่น แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าคืออะไร) แต่สำหรับการใช้สบู่นั้น แม้จะถูไปแล้ว ก็ห้ามใช้น้ำล้างหรือลูบ อาจใช้การเช็ดออก ไม่งั้นอาจจะซึมลงไปแล้วทำให้วงจรช็อตได้ (เพราะน้ำเป็นตัวนำไฟฟ้า) ส่วนการใช้แอลกอฮอล์จะทำให้มันยุ่ย โปรดระวัง
2. วิธีทำความสะอาดเมื่อถอดออกมาแล้ว สามารถใช้น้ำที่มีด่าง (หรือก็คือสบู่) ขัดถูได้ตามสะดวก แล้วล้างน้ำออกปกติ จากนั้นตั้งไว้ให้แห้งโดยควรหาอะไรครอบไว้ ไม่งั้นจะมีฝุ่นเกาะ (ไม่ควรสัมผัสกับอะไร) เมื่อแห้งสนิทค่อยเอามาประกอบกลับเข้าด้ามเหมือนเดิม
 
 
หมายเหตุ ต้องขอโทษฉ่ำฉ่ำด้วย.. entry นี้ไม่เกี่ยวกับฉ่ำฉ่ำเลย แต่ถ้าไม่มีเมาส์ปากกาก็อาจจะไม่มีฉ่ำฉ่ำนะ เข้าใจใช่ไหม.. ฉ่ำฉ่ำ

การเดินทางของฉ่ำฉ่ำ

posted on 18 Aug 2011 16:13 by chum-chum
   ประเทศในโลกนี้มักเชื่อมต่อกันด้วยสายน้ำ ฉ่ำฉ่ำสามารถเดินทางไปยังเมืองต่าง ๆ พร้อมกับกระแสน้ำที่ไหลเรื่อยไปในทุกหนทุกแห่ง

   มนุษย์คนอื่นมีพาหนะในการเคลื่อนที่ไปยังสถานที่ต่าง ๆ  ฉ่ำฉ่ำก็เช่นกัน ฉ่ำฉ่ำใช้ร่มที่ติดตัวมา พาตัวเองล่องไปตามสายน้ำ แม่น้ำชอบให้ฉ่ำฉ่ำเดินทางไปพร้อมกับพวกเขา เพราะพวกเขาจะได้ไม่เหือดแห้ง

   ฉ่ำฉ่ำเป็นลูกของภูติฝน ทุก ๆ ที่ ที่ฉ่ำฉ่ำเดินทางไปฝนมักตกเสมอ แม่น้ำเกือบทุกสายจึงยินดีที่จะพาฉ่ำฉ่ำไปยังทุกที่ ๆ สายน้ำไปถึง

   ในหนทางที่ฉ่ำฉ่ำไหลไปตามกระแสน้ำ ฉ่ำฉ่ำไม่รู้หรอกว่า พี่ ๆ สายน้ำเป็นคนนำฉ่ำฉ่ำไปตามทางที่พวกเขาไหลไป หรือฉ่ำฉ่ำกำหนดเส้นทางที่จะไปให้กับตัวเอง

    .
    .
    .

   'มันเป็นโชคชะตา หรือความตั้งใจ ที่พาฉ่ำฉ่ำเดินทางไป'
ฉ่ำฉ่ำเคยสงสัยกับคำถามเหล่านี้ แต่ตอนนี้ฉ่ำฉ่ำเลิกสนใจที่จะหาคำตอบจากมันไปแล้ว

  บางครั้งที่ฉ่ำฉ่ำอยากจะทำให้มันเป็นเรื่องลึกลับน่าค้นหา เขาก็จะบอกว่า มันเป็นโชคชะตา
หรือบางครั้งที่ฉ่ำฉ่ำอยากรู้สึกเหมือนเป็นคนเลือก เขาจะบอกกับตัวเองว่า นี่คือความตั้งใจไงล่ะ

เกาหลี - เกาหลี

posted on 27 Sep 2009 22:52 by chum-chum  in mypost

หลายวันก่อนฉันดูข่าว เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้
ตามปกติข่าวของเกาหลีทั้งสอง มักเป็นข่าวเรื่องปัญหาความขัดแย้ง
นั่นเพราะเกาหลีเหนือเป็นคอมมิวนิสต์ ส่วนเกาหลีใต้เป็นประชาธิปไตย

.........................

ประวัติศาสตร์ของเกาหลี ว่ากันว่า..

พระราชาจูมง (ดงเมียงยอง) สถาปนาดินแดนทางตอนใต้ของแคว้นพูยอ ขึ้นมาเป็นอาณาจักร โกคูรยอ  (ดังที่รู้จักกันเป็นอย่างดีจากเรื่องจูมง) ซึ่งภายหลังพระราชามูยุล (รุ่นหลาน) ได้สังหารอ๋องเทโซ (รุ่นปู่) แห่งราชวงศ์พูยอสำเร็จ ทำให้โกคูรยอกลายเป็นอาณาจักรขนาดใหญ่ และยังคงขยายขอบเขตของอาณาจักรต่อไปยังฝั่งตะวันตกและตะวันออก

  

(แผนที่ประเทศเกาหลีก่อนคริสตกาล - ซ้าย และปัจจุบัน - ขวา)

แต่อย่างไรก็ตามในช่วงเวลานั้นยังมีอาณาจักรอื่นๆ ที่ต่างแข่งขันกันขยายอาณาเขต เพื่อรวมแว่นแคว้นรอบๆ เข้ามา จนที่สุดแล้วเหลือเพียง 3 อาณาจักรใหญ่ ได้แก่ โกคูรยอ แพจแจ และซิลลา เรียกได้ว่าเป็นยุคแห่งสามก๊กของประเทศเกาหลีเลยทีเดียว

     
(อาณาจักรต่างๆ ในดินแดนเกาหลีปี ค.ศ. 375, 476 และ 576 ตามลำดับ)

กระทั่งถึงวาระสิ้นสุดยุคสามก๊กของเกาหลี อาณาจักรทั้งหมดก็ถูกรวบรวมเพื่อสถาปณาเป็นอาณาจักรใหม่ ภายใต้การปกครองของราชวงศ์โครยอ โดยมีปฐมกษัตริย์คือพระเจ้าแทโจ

ในกลางราชวงศ์โครยอ มองโกลได้เข้ามารุกรานอาณาจักรโครยอ ทำให้โครยอเสียดินแดนทางตอนเหนือไป แม้ว่ามองโกลจะไม่สนใจครอบครองดินแดนส่วนอื่น แต่ราชวงศ์โครยอก็ยังต้องส่งมอบเครื่องบรรณาธิการให้กับราชวงศ์หยวนของมองโกล อีกทั้งพระราชาในราชวงศ์โครยอได้ถูกบังคับให้มีชื่อเป็นภาษามองโกล และมีมเหสีเป็นชาวมองโกลด้วย จนในที่สุดโครยอสามารถปลดแอกตนเองกลับมาเป็นเอกราชเมื่อรัชสมัยของพระเจ้าคงมิน

(อาณาจักรเกาหลีในราชวงศ์โครยอ ปีค.ศ. 1374)

ทว่าเฉกเช่นเดียวกับประวัติศาสตร์ของประเทศอื่นๆ ที่ย่อมเปลี่ยนแปลงผู้ปกครองตามกาลอันสมควร

ฉันใดก็ฉันนั้น นายพล ลีซองเก (ตระกูลลี) ได้เข้ายึดอำนาจของราชวงศ์โครยอ และสถาปนาราชวงศ์โชซอน ก่อนตั้งตนเป็นปฐมกษัตริย์แห่งเกาหลีพระนามว่า พระเจ้าแทโจ (มีพระราชาพระนามว่า พระเจ้าแทโจ 3 พระองค์ในเกาหลี)

สำหรับราชวงศ์โชซอนถือเป็นราชวงศ์ที่ปกครองเกาหลียาวนานที่สุด (ราวๆ 500 ปี) ถึงกระนั้นก็ไม่วายถูกรุกรานโดยญี่ปุ่นและแมนจูในระหว่างที่ราชวงศ์โชซอนกำลังอ่อนแอ ทำให้ต่อมาเกาหลีปิดตัวเองกับโลกภายนอก เพราะเข็ดขยาดที่ถูกต่างชาติรุกราน (ชาติตะวันตกเรียกอาณาจักรโซซอนว่าอาณาจักรฤาษี) แต่ก็ยังติดต่อการค้าระหว่างญี่ปุ่นและจีนอยู่บ้าง

สำหรับประวัติความเป็นมาเป็นไปของราชวงศ์โชซอนนั้นก็ยืดยาว หลายหน้ากระดาษ เอาเป็นว่าข้ามๆ ไปบ้าง จนถึงตอนที่ราชวงศ์เกาหลีถูกล้มล้างโดยจักรวรรดิญี่ปุ่น ขณะนั้นเกาหลีอยู่ในช่วงรัชสมัยของพระเจ้าโกจง ซึ่งมี "มเหสีมิน" พระมเหสีของพระเจ้าโกจง เป็นบุคคลสำคัญในการต่อต้านจักรวรรดิญี่ปุ่นและดำรงความเป็นชาติของเกาหลี ด้วยเหตุนี้พระมเหสีมินจึงถูกลอบสังหาร (และเผา) เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคในการครอบครองเกาหลีของญี่ปุ่น เมื่อจักรวรรดิญี่ปุ่นเข้าควบคุมเกาหลีได้แล้ว พระเจ้าโกจงจึงต้องเสด็จลี้ภัยไปยังรัซเซีย แต่ก็ทรงกลับมาอีกครั้ง เพื่อประกาศให้เกาหลีเป็นจักรวรรดิเกาหลี และเปลี่ยนพระองค์จากพระราชาแห่งโชซอนเป็นสมเด็จพระจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิเกาหลี

ถึงกระนั้นจักรวรรดิเกาหลีก็ยังอยู่ภายใต้การแทรกแซงจากทั้งญี่ปุ่นและรัซเซีย (จีนถูกญี่ปุ่นเตะกระเด็นออกไป ทำให้รัซเซียเข้ามาเสียบแทน) ซึ่งสุดท้ายญี่ปุ่นชนะสงครามระหว่างญี่ปุ่น-รัซเซีย ทำให้ญี่ปุ่นมีสิทธิ์ครอบครองเกาหลี และได้เข้าครอบครองเกาหลีอย่างสมบูรณ์ในการทำสนธิสัญญาครอบครองเกาหลีของญี่ปุ่นครั้งที่ 2 แม้จะมีเพียงนายกรัฐมนตรีของเกาหลีลงนามยินยอมเท่านั้น

เกาหลียังอยู่ใต้อาณัติของญี่ปุ่นอีก 30 กว่าปี จนถึงคราวที่ญี่ปุ่นเสียท่าแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 เกาหลีจึงเป็นอิสระจากญี่ปุ่น แต่ก็ถูกแบ่งออกเป็นเกาหลีเหนือ (ภายใต้การดูแลของรัซเซีย) และเกาหลีใต้ (ภายใต้การดูแลของอเมริกา)

กลายเป็นประเทศที่มีความแตกต่างทางการปกครองจวบจนบัดนี้

.......................

กลับไปยังข่าวที่ฉันดูอีกรอบ
ข่าวในคราวนี้ไม่ได้เป็นข่าวความขัดแย้ง
หากแต่เป็นการจัดงานรวมญาติของชาวเกาหลีทั้งสองฝ่าย
ที่ต้องจากกันเพราะการแบ่งแยกประเทศ

คุณปู่ กับคุณปู่ (ที่เป็นพี่น้อง) จับมือพากันร้องไห้
คุณย่า กับคุณป้า (ที่เป็นแม่ลูก) โอบกอดซึ่งกันและกัน
น้ำตา ความคิดถึง และความยินดี ของคนที่เคยแยกจาก..ทั้งที่ยังรัก
คงเป็นช่วงเวลาที่มีค่าที่สุดช่วงหนึ่งของพวกเขา
แม้มันจะเป็นเพียงช่วงสั้นๆ ของการลาจากที่ผ่านมาเกือบทั้งชีวิต!

........................

ฉ่ำฉ่ำ ถามฉันว่า "ทำไมเราถึงต้องจาก ทั้งที่ยังคิดถึงกัน?"
ฉันไม่ได้ตอบคำถามนั้น เพียงแต่บอกเขา "ไม่มีอะไรอยู่ด้วยกันได้ตลอดไปหรอกนะ ฉ่ำฉ่ำ"
เขาพยักหน้าหงึกๆ สักพัก แล้วก็เปลี่ยนเป็นส่ายหน้า บ่นงึมงำกับตัวเอง "แล้วทำไมเราต้องแยกจากกัน แค่เพราะแตกต่างกันบางเรื่องล่ะ?"

ฉ่ำฉ่ำยืนนิ่งเหมือนพยายามทำความเข้าใจบางสิ่งเพียงลำพัง ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายต่อไป

 

----------------------

ป.ล. เปิด wiki สิบกว่าหน้า (และอ่านมันมา 2 รอบ) ก่อนเขียนประวัติเกาหลีออกมา  อย่าลืม comment นะก๊าบ หงึกๆ (พยักหน้าตามฉ่ำฉ่ำ) - ถ้าพบที่ไม่ถูกต้อง หรือผิดไปจากประวัติศาสตร์จริง โปรดแจ้งด้วยกั๊บ แต๊งกิ้วๆ

ภูติ คือ ?

posted on 26 Sep 2009 01:25 by chum-chum  in mypost

สืบเนื่องจากคอมเม้นของเรื่อง "ฉ่ำฉ่ำ - วันที่ผมยังเหงา"

.....

...

.

ด้วยเวลา 0.34 วินาที พี่เกิ้ลก็ให้ผล

  "เอ้วว.. ทำไมคำเซิร์ทดูไม่ค่อยมีประเด็นหว่า?"

 

(ดูด้านล่างต่อไป)

V

V

V

V

"ภูต ที่ถูกต้องไม่มีสระอิ นะเด็กๆ จำไว้!!"
 
 
เพิ่มเติม (จากเว็บภาษาไทย ๕ นาที ด้านบน)
      คำว่า "ภูต" (พูด หรือ พู - ตะ) นี้ที่ตัว ต ไม่ต้องมีสระ อิ แต่ก็ปรากฏว่าในหนังสือที่เกี่ยวกับเรื่องภูตผีปีศาจ มักเขียนเป็น "ภูติ" คือที่ตัว ต มีสระอิอยู่ด้วยเสมอ คำว่า "ภูต" (พู - ตะ ) กับ "ภูติ" (พู - ติ) นั้นมีความหมายคนละอย่าง ห่างกันไกลทีเดียว

      คำว่า "ภูติ" (พู - ติ) เป็นคำบาลีและสันสกฤต พจนานุกรม ฉบับ พ.ศ. ๒๕๒๕ ได้ให้ความหมายไว้ว่า "น. ความรุ่งเรือง, ความมั่งคั่ง." เช่นคำว่า "วนภูติ" (วะ - นะ - พู - ติ) ก็แปลว่า "ความรุ่งเรืองหรือความมั่งคั่งทางด้านป่าไม้" คำว่า "ชลภูติ" (ชะ - ละ - พู - ติ) ก็แปลว่า "ความรุ่งเรืองหรือความมั่งคั่งทางน้ำ" คำว่า "ภูติ" นี้นิยมอ่านว่า "พู - ติ" ถ้าไปอ่านว่า "พูด" อาจจะทำให้มีผู้เข้าใจว่าหมายถึง "ผี" ไป เช่น "ชลภูติ" ถ้าอ่านว่า "ชะละพูด" ผู้ฟังอาจคิดว่าเป็น "ผีน้ำ" หรือ "วนภูติ" ถ้าอ่านว่า "วะ - นะ - พูด" ผู้ฟังอาจคิดว่าเป็น "ผีป่า" ก็ได้ เพราะฉะนั้น ในการเขียนคำว่า "ภูตผีปีศาจ" ขอให้ระมัดระวังหน่อย คือที่ "ภูต" ใช้ ต สะกด โดยไม่ต้องใส่สระ อิ ลงไปด้วย.

 
 
แต่ก็ยังสงสัยอยู่ดี .. ทำไมเพื่อนตรูไม่รู้จักคำว่า "ภูต" - รึมันอยู่ประเทศนอกนานไป?
(นี่หล่อนไม่เคยดูเรื่องภูตพิศวาสหรือไงฟ่ะ แล้วในแฮรี่พอตเตอร์ก็มีภูตไม่ใช่เรอะ!?)

อย่างไรก็ดีคำว่า "ภูติ" ก็ปรากฎใน google เป็นแสนๆ .. แปลว่าเราใช้ผิดกันเกือบทั้งนั้นสินะ

 

------------------------------

ตอนนี้ยังวาดรูปด้วยเมาท์เมาส์ปากกาไม่คล่อง แถมลายมือก็สุดจะห่วย
เลยพิมพ์ฟอนท์ลงไปแทนคำพูด (ฟอนท์ไทยในเครื่องก็ไม่ค่อยมีซะล้วย..ฮ่วย!)
ส่วนวรรณยุกต์ก็จมอยู่ในสระ อิ อี อึ อือ อีก (แกร่กๆๆ.. -___-a)
ก็ได้แต่พิมพ์เฉพาะวรรณยุกต์แยกอีก layer นึงแทน แล้วค่อยเอามันมารวมกัน(ทุลักทุเลมั่กๆ)

 

ป.ล. สำหรับเรื่องลายมือ ลองสังเกตพวกที่เคาะแต่คีย์บอร์ด จ้องแต่จอคอมดู
จะพบว่าลายมือ บรมเห่ยยิ่งนัก
โดยเฉพาะโปรแกรมเหม่อ..รุ่นใหม่ (เหอๆ จริงๆ นะ)

ผมลอยอยู่ในสายน้ำเพียงลำพัง

เมื่อวาน คุณยายที่เลี้ยงผมมาได้จากไป

คุณยายไปแล้ว ไปในที่ๆ ไม่ค่อยมีใครรู้จักมากนัก

คุณยายบอกว่า ไม่ต้องเสียใจ ที่คุณยายต้องตาย

เพราะคุณยายกำลังจะไปอยู่ในดินแดนที่สงบสุข

ผมก็เชื่อเหมือนคุณยาย...

คุณยายเป็นยายที่แสนดี

ที่ๆ คุณยายไป คงสวยงามและทำให้คุณยายยิ้มได้แน่ๆ

 

ผมจะไม่ร้องไห้ แม้ต้องอยู่คนเดียว

...........

 

วันนี้ฝนไม่ตก

ผมเก็บร่มที่คุณยายให้ และสวมเสื้อกันฝนตัวเก่ง (ที่มีตัวเดียว)

ก่อนเดินออกมาจากบ้านที่เคยอยู่กับคุณยาย

ผมตัดสินใจเดินทาง เพื่อค้นหาคำตอบที่ผมยังสงสัย

และจะพยายามตามหาครอบครัวของผม

อย่างน้อยผมเชื่อว่าผมยังมีพ่อ (ที่เป็นภูต)

ผมหวังว่าคนในเมืองภูต จะไม่ผลักไสผม

เหมือนกับที่คนในหมู่บ้าน เคยทิ้งผมไว้ในสายน้ำ

............

 

วันนี้ผมได้รู้จักความเหงา

ผมก้มมองลงไปในสายน้ำ หวังจะพบใครสักคนที่ผมคุ้นเคย

แต่ในน้ำ ไม่มีพี่ลำธารอีกแล้ว..

 

เมื่อสี่ปีก่อน

พี่ลำธารฝากผมไว้กับคุณยายก่อนที่พี่ลำธารจะจากไป

'ข้าไม่อาจอยู่ในสายน้ำได้อีก' พี่ลำธารบอกกับผม

เพราะสายน้ำถูกรบกวนมากเกินไป .. พี่ลำธารจึงต้องไปจากสายน้ำ

 

ตอนนี้ผมไม่มีทั้งคุณยาย และพี่ลำธาร

ผมมองลงไปในน้ำ เห็นแค่เงาของตัวเอง...

แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้ผม..ไม่ต้องเหงามากนัก

ผมคือฉ่ำ-ฉ่ำ

posted on 25 Sep 2009 02:35 by chum-chum  in chumchum

 

ฉ่ำฉ่ำ เป็นลูกของภูตแห่งฝนกับมนุษย์

ทุกที่ๆ ฉ่ำฉ่ำ เดินทางไปมักจะมีฝนตกเสมอ

แต่ ฉ่ำฉ่ำ ไม่ค่อยถูกกับฝน เพราะฉ่ำฉ่ำไม่ชอบความเปียกชื้น

ฉ่ำฉ่ำ จึงมีร่ม และเสื้อกันฝน ไว้กันไม่ให้ตัวเฉอะแฉะ

นอกจากร่มกับเสื้อกันฝนชุดเดียวที่ฉ่ำฉ่ำมีแล้ว

ฉ่ำฉ่ำยังมีเพื่อนตุ๊กตาหมีอีกตัวชื่อว่า ขนมครก

------------------

ฉ่ำฉ่ำดูเหมือนตัวตลกกำพร้า

แม่ของฉ่ำฉ่ำตายตั้งแต่ฉ่ำฉ่ำอายุได้ 2 เดือน

คนในหมู่บ้านบอกว่ามันเป็นคำสาปที่มนุษย์มีบุตรกับภูติ

('เขายังเชื่อเรื่องคำสาปกันอีกเหรอ?' ฉ่ำฉ่ำ ยังสงสัย)

ฉ่ำฉ่ำจึงถูกนำไปทิ้งที่แม่น้ำ

(ก็แบบที่เค้าชอบทิ้งเด็กทารก ที่ไม่ควรอยู่ร่วมด้วยนั่นแหละ)

ฉ่ำฉ่ำเติบโตอยู่ในสายน้ำ พี่ลำธารเป็นคนเลี้ยงดูฉ่ำฉ่ำ

ฉ่ำฉ่ำรักสายน้ำ แม้ฉ่ำฉ่ำจะไม่ค่อยชอบฝน

ส่วนพี่ลำธารก็รักฉ่ำฉ่ำ เพราะฉ่ำฉ่ำไม่ดื้อ

และฉ่ำฉ่ำยังให้สายฝนกับสายน้ำ

 

Enter your email address:

Delivered by FeedBurner